ย้าย
ด้วยเหตุและผลที่มีมากมาย ผมย้ายไปที่
http://pannawish.wordpress.com
เรื่องเก่าจะทยอยย้ายไปที่ใหม่เน้อ
ด้วยเหตุและผลที่มีมากมาย ผมย้ายไปที่
http://pannawish.wordpress.com
เรื่องเก่าจะทยอยย้ายไปที่ใหม่เน้อ
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
11/24/2006 11:53:00 PM
3
comments
ไอ้หนุ่มหน้านวลคนนี้ก็ครบสองขวบแล้วครับ
มีเรื่องเล่าเยอะแยะไปหมด ผมได้ของขวัญ
จากพี่ ๆ ชาวฮัมบวร์กเยอะแยะเลย ไว้จะมา
เล่าถึงงานวันเกิดผมให้ฟังนะครับ
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
11/07/2006 04:36:00 PM
3
comments
Labels: handsome
เรื่องตกเตียงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของ ผมก็
ตกมันเป็นประจำทุกอาทิตย์อยู่แล้ว เมื่อวาน
ก็พึ่งตกจากเตียงตัวเอง กลิ้งลงมาเอียงกระเท่
เล่อยู่ข้างล่าง แต่นั่นไม่หนักหนาอะไร ก็มัน
เป็นเตียงเด็กความสูงไม่ถึงหนึ่งคืบ
หนึ่งคืนก่อนหน้ามีเหตุการณ์ที่ค่อนข้างระทึก
ขวัญ ผมลุกขึ้นมากลางดึกตามประสาคนไม่
ชอบเปียก เมื่อลุกขึ้นมาตามประสาคนรักแม่
ก็ต้องมองหาแม่เป็นธรรมดา หาแม่ไม่เจอก็
ย่อม โมโห แม่ไปไหน ด้วยความที่ไม่ค่อยจะ
ระวังตัวอยู่แล้วตามประสา(อีกแล้ว)หมาง่วง จุดที่อยู่ก็ไม่น่าจะไปอยู่ ตรงนั้นมันเป็นขอบเตียง
ของพ่อกับแม่ พ่อที่หลับอยู่ลืมตาขึ้นมามอง แม่ที่อยู่ไกลออกไปร้องเตือนให้ผมระวังจะตก
เตียงเสียงดังลั่น พ่อซึ่งอยู่ในอารมณ์ฝันก็ได้แต่ขยับตัว แต่แรงโน้มถ่องของโรคไม่เคยปราณี
ใคร มันลากศีรษะอันเบาะบางของผมเอียงลงไปยังพื้นเบื้องล่าง ไม่กี่วินาทีศีรษะซึ่งไม่ใช่ผล
ส้มก็หล่นไปกระทบพื้นดังลั่น จากหลับ ๆ ก็ตื่นขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งน้ำตาของลูกผู้ชายก็เอ่อ
ล้นออกมาท่วมแปลงขนตาทันที ผมส่งเสียงร้องไห้ด้วยทั้งความเจ็บและความโกรธ สิ่งที่ร่ำ
ร้องหาตอนนี้มีแต่แม่แน่นอน ผมโผเข้าซบกับออกแม่ มันยังคงอบอุ่นเหมือนเคย ในขณะที่
แผ่นอกของแม่ทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นอยู่นั้น ตาของแม่ก็ทำหน้าที่ผลิตน้ำตาพร้อมทั้งขับให้
มันไหลออกมาทันทีโดยไม่ตั้งตัว แม่ยอมรับผิดทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ความผิดแม่ แต่เป็น
ความผิดผม
พ่ออาจจะเป็นคนเดียวในโลกที่สามารถทำใจให้สงบได้ในสถานการณ์อย่างนี้ มันไม่ใช่ครั้ง
แรก แต่มันจะเป็นต่อไป พ่อพยายามทำสีหน้าให้ดูตื่นตนกที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันไม่ง่าย
ใช่ พ่อพยักหน้าให้ผมนิดนึง และดูพออกพอใจที่เสียงร้องของผมเต็มไปด้วยความโกรธและ
ความเจ็บปวด นั้นหมายถึงว่า(พ่อคิด) ตราบใดที่คนเราแสดงความโกรธออกมาได้และ
พยายามโยนความผิดของตัว(ของผม)ให้คนอื่น(พ่อแม่)ได้นั้น มันย่อมหมายถึงสภาพร่าง
กายที่ยังดีอยู่ สมองยังคงทำหน้าที่ได้ปกติ พ่อได้ยืนยันต่อแม่ว่าไม่ให้ไปหาหมอโดยที่ไม่
นัดในวันพรุ่งนี้ นั่นหมายถึงเจตนาของแม่ที่จะไปหาหมอในคืนนี้ดับลงไปตั้งแต่มันยังไม่ได้
เริ่มจุด แม่มีเหตุผลที่จะไปในคืนนี้ ก็แทบทั้งใบหูของผมนั้นกลายเป็นสีม่วงเข็ม และมันก็
บวมช้ำ ส่วนพ่อนั้นนอกจากจะง่วงแล้ว ยังยืนยันว่าผมไม่ได้เป็นอะไร
ผมยังคงร้องโวยวายต่อไปอีกพักหนึ่ง ในขณะที่พ่อก็ยังหลับ ๆ ตื่น ๆ ส่วนแม่ก็ยังคงร้องไห้
ฟูมฟาย พ่อทำหน้าที่ลุกไปชงนมอย่างเคย เพราะนมนั้นรักษาได้เกือบทุกโรค มันช่วยให้
ผมสงบได้ อ้าว บางทีความเจ็บอาจจะปนอยู่ในความหิวก็ได้ ผมลังเลอยู่พักหนึ่ง เพราะยัง
อยากร้องแสดงความโกรธอยู่ แต่ในที่สุดก็รับนมขวดนั้นมาดื่ม แล้วก็หลับต่อไป
(มีต่อ)
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
8/22/2006 06:06:00 PM
0
comments
เมื่อผมเริ่มโตขึ้น โลกที่เคยกว้างของผมก็
เริ่มแคบลง อาณาจักรที่เคยกว้างก็แคบลง
ไปถนัดตา โลกที่เคยถูกจำกัดด้วยความสูง
ก็ไม่มีเหลือให้เห็น ที่ไม่เคยเห็นก็ใช้เก้าอี้ต่อ
ขึ้นไปได้ เมื่อผมเริ่มวิ่งได้ ผมก็ต้องการ
สำรวจทุกหนทุกแห่ง และไม่เคยต้องให้พ่อ
กับแม่เดินนำหน้า ผมมีความจำเป็นเลิศไป
ไหมมาไหนเองถูก ถึงแม้จะไม่ได้ไปบ่อย ๆ
ไม่ว่าจะทางเดินไปจ่ายกับข้าว ทางเดินไปที่
ทำงานพ่อ ทางเดินไปหาย่าเยอรมัน ผมจำ
ได้หมด ทุกวันนี้ผมเริ่มซนมาก ๆ บางทีแม่
ก็ไม่ค่อยอยากจะอยู่กับผมตลอดเวลา มีบ่อย
ครั้งที่แม่ต้องการให้ผมหลับนาน ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ซักหนึ่งชั่วโมง เพื่อแม่จะได้มีเวลาทำอะไร
ต่ออะไรบ้าง
ถึงแม้จะซนมาก แต่ผมก็มีบางอย่างที่ทำไม่ได้เหมือนเด็กทั่วไป ในขณะที่เด็กทั่วไปก็ทำ
บางอย่างที่ผมทำไม่ได้ เพราะเรานั้นแตกต่างนั่นเอง พ่อและแม่เริ่มเป็นกังวลในสิ่งที่ผมไม่มี
เหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งผมพอจะสรุปเป็นข้อ ๆ ได้อย่างเช่น
สามสิ่งที่พูดไปนั้นเป็นสิ่งที่ปวดเศียรเวียนเกล้ามากที่สุดของแม่ อย่างแรกในเมื่อผมไม่ยอม
นั่งกระโถน พ่อและแม่ก็ต้องเสียเงินไปกับผ้าอ้อมสำเร็จรูปซึ่งราคาก็ไม่ใช่ถูกทุก ๆ ครั้งที่มัน
ลดราคา ก็ต้องไปซื้อตุนไว้เป็นกอบเป็นกำ อย่างที่สองในเมื่อผมไม่ยอมพูดแม้อายุจะเข้าใกล้
เลขสองแล้ว มันอาจจะมีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับร่างกายผม เช่น ผมอาจจะหูไม่ดี เป็นต้น
พ่อแม่ก็ต้องพร่ำสอน หรือพูดกับผมบ่อยมากขึ้น ในขณะที่ตามตำราบอกให้หัดให้ผมพูดแค่
ภาษาเดียว ทุก ๆ เช้าผมก็จะได้ดูวีซีดี สอนนับเลขเป็นภาษาไทย สลับกันอยู่สองอัน ถึงแม้
จะฟังจนผมจะหายใจเข้าเป็นพี่ก็องกี้ ตดเป็น brain based learning อยู่แล้ว แต่ผมก็ยังชอบ
ฟังอยู่ ทุก ๆ ครั้งที่มีทำนองเพลงขึ้นมา ผมก็ต้องวิ่งไปดูทุกที อีกไม่นานผมก็คงจะเปิดเองได้
แล้ว
ส่วนปัญหาที่สามนั้น หนักหนาเอาการ เพราะนับวันผมก็เริ่มกินสิ่งแปลกปลอมนอกจากนมมาก
ขึ้น ถ้าผมไม่แปรงฟันหนูมันก็จะไปทำรังในปากหมา ทีนี้ถ้าเผื่อมันขี้ออกมา แม่ก็จะไม่ชอบผม
อีก ทุก ๆ กลางคืนพ่อก็จะคอยสอนให้ผมแปรงฟัน แค่สอนนะจับมือแปรงไม่ได้นะ ผมไม่ยอม อย่างน้อย ๆ ทุกวันนี้ผมก็บ้วนปากเองได้แล้วหล่ะน่า
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับพ่อแม่เท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลาที่ผมกลัว คนที่จะ
ปลอบผมได้ก็มีแต่แม่เท่านั้น ผมไม่เอาคนอื่นหรอกแม้แต่พ่อ นี่เป็นสิ่งที่แม่ไม่ค่อยจะชอบเท่า
ไหร่ เพราะผมหนักและถ้าแม่ต้องอุ้มผมนาน ๆ แม่ก็ต้องปวดแขนไปหลายวันทีเดียว
ด้วยความซนของผมนี่เอง ทุกวันนี้พ่อแม่ก็เฝ้ารอวันที่ผมจะได้เข้าโรงเรียนเยอรมัน
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
8/15/2006 11:34:00 PM
0
comments
เสื้อกางเกง 40 ยูโร
รองเท้า 40 ยูโร
นายแบบ หมาอ้วน
ตากล้อง พ่อหมาอ้วน
สปอนเซอร์ Kinder Geld
technorati tags:wm
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
6/25/2006 05:27:00 PM
1 comments
ในบรรดาอาการเจ็บป่วยของผมในวัยหนึ่งขวบต้น ๆ นั้น ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นอาการจากเจ้าไวรัส
โรตา ไวรัสที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วเมื่ออากาศเย็น ช่วงก่อนที่เราจะเดินทางกลับเมืองไทยเป็นช่วงที่
เรียกได้ว่าสาหัสที่สุดสำหรับเราสามพ่อแม่ลูก
ผลของการนัดกันหยุดงานของพนักงานเก็นขยะในเมืองฮาบวร์กนั้น ทำให้มองไปทางไหนทิศไหน
ก็เจอกองภูเขาขยะ ยิ่งกองไหนมีขยะเต็มอยู่แล้วผู้คนก็ดูเหมือนว่าที่นั่นเป็นที่ ๆ ดีที่จะนำขยะไปทิ้ง
ปัญหาขยะนั้นไม่ได้จบแค่ความไม่น่ามอง แต่ส่งผลให้ความสกปรกและเชื้อโรคแพร่กระจายไปได้
มากว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะมองไปทางทิศใดก็พบแต่ผู้ป่วย นั้นไม่เว้นแม้แต่ผม
แม่ยื่นมันฝรั่งทอดให้ผมกัดเล่น ผมก็รับมันมากินเล่นเหมือนอย่างเคย เมื่อชิ้นที่สามผ่านลำคอลง
ไป เหตุการณ์ไม่คาดฝัน (เพราะยังอ่านหนังสือไม่ถึงบทนี้) ก็บังเกิดขึ้น อาหารเช้าคาวหวานทั้ง
หมดทั้งปวงได้นัดกันผละจากรังอันเป็นที่อยู่ พากันพุ่งออกมาทางปากเล็ก ๆ ของผม ด้วยความ
ไม่เคยและใหม่ต่อเหตุการณ์อันน่ากลัวนี้ ผมก็ปล่อยโฮออกมา ด้วยความที่เป็นพ่อที่เจนจัดทาง
ด้านจิตวิทยา พ่อก็รีบผละจากการเช็ดพวกอาหารไม่รักบ้านเหล่านั้น มาที่ผมแล้วรีบปลอบใจผมว่า
ผมไม่ได้ทำอะไรผิด นี่เป็นอาการป่วย แต่คำพูดปลอบใจนั้นใช่ว่าจะทำให้จิตใจอันอ่อนไหวยาม
ที่ร่างการอ่อนแอนั้นกลับมาแข็งแกร่งได้ ผมยังคงปล่อยน้ำตาอุ่น ๆ ให้ไหลอาบแก้มอยู่ตลอดเวลา
ผมยังคงมีอาการอาเจียนอย่างนี้อีกสองสามครั้ง เริ่มแรกพ่อกับแม่คิดว่าสาเหตุอาจจะเนื่องมา
จากมันฝรั่งทอด เพราะกินครั้งที่สองก็เป็นอีก แต่แล้วเราก็รู้ว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นไม่ใช่อาเจียนแต่
เป็นผลเนื่องมาจากไวรัสโรตาไปทำลายระบบย่อยอาหาร ผลพวงต่อมาก็คือผมท้องเสียอย่างรุนแรง
ไม่ว่าจะกินอะไรก็ถ่ายมาหมด ถ่ายวันละห้าถึงหกครั้ง จากสภาพหมาอ้วนเวลาผ่านไปสามวันผม
ก็กลายเป็นหมาบักโกรก ในครั้งนี้เริ่มแรกไม่แย่เท่าไหร่เราไปหาหมอ พ่อแม่รู้ว่าผมควรจะกินอะไร
ไม่ว่าจะเป็น Heinahrung ข้าวต้มผสมเกลือ หรือน้ำเกลือแร่รสชาติไม่ได้เรื่อง เวลาผ่านไปหนึ่ง
อาทิตย์ผมก็ยังไม่หาย ยังคงถ่ายขั้นต่ำวันหละสามครั้ง
อาทิตย์แรกผ่านไปอย่างไม่มีอะไรน่าห่วงนัก ทุกอย่างเดิม ๆ อึแล้วก็เช็ด กินแล้วก็อึ อาหารแทบ
ไม่ได้ย่อย น้ำหนักยังคงลดอย่างต่อเนื่อง ไปหาหมอ หมอก็บอกว่าเดี๋ยวก็หายเองตามมาตรฐาน
ของหมอเยอรมันคือ การไปหาเืพื่อให้ได้ยาฟรี กล่าวคือถ้าซื้อเองก็ได้ยาแบบเดียวกันแต่ต้องเสีย
เงิน ดังนั้นการเสียเวลาไปนั่งรอหมอทั้ง ๆ ที่นัดไว้แล้วอีกประมาณชั่วโมง แต่ไม่ต้องเสียค่ายาเอง
ก็ยังสรุปได้ว่าดีกว่า เมื่อเริ่มต้นวันแรกของอาทิตย์ที่สอง ผมเริ่มได้ยินแม่พูดว่า"แม่ไม่ไหวแล้วนะ"
เป็นครั้งแรกที่สภาพแม่เริ่มแสดงให้เห็นว่าแย่กว่าผม ในขณะที่พ่อยังต้องไปทำงานวิจัยทุกวัน แม่
เองก็แทบไม่ได้พักผ่อน ผมก็ยังคงอึรดที่นอนแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเป็นบางวัน ในยามที่คนอื่นนอน
หลับไหล พ่อกับแม่ยังคงต้องสลับกันลุกไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ผม
คุณคงไม่รู้ว่า ผมเป็นหนักมากแค่ไหน แต่แม่และพ่อสัมผัสได้เพราะยามใดที่ผมพยายามทำสิ่ง
ที่เคยทำได้ ผมทำไม่ได้แล้วแม้กระทั้งลุกขึ้นยืนเอง ถึงตอนนี้พ่ออนุมัติให้ผมกินยาหยุดถ่ายซึ่ง
เราซื้อเตรียมไว้แล้ว (ถามเภสัช) และผมก็ถูกบังคับให้กินบ่อยที่สุดเท่าที่จะบังคับผมได้ อาการ
ของผมนั้นดีวันดีคืน สภาพอึเิริ่มแสดงให้เห็นว่ามีการย่อยสลายบ้างแล้ว และจากห้าหกก็ลดลง
เหลือสาม นั้นคือผมคงพร้อมที่จะบินกลับเมืองไทยแล้วหล่ะ
เมื่อผมอาการดีขึ้น พ่อกับแม่ก็ได้ข้อสรุปว่า
ท้องเสียดีกว่าอาเจียนเนาะ
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
6/06/2006 03:52:00 PM
0
comments
สองสามคืนมาแล้ว ที่พ่อและแม่ไม่ได้นอนเต็มตา อาการเจ็บป่วยของหมาน้อยมักจะ
กำเริบหลังเที่ยงคืนไปแล้ว
มันช่างแย่เสียเหลือเกิน สำหรับการเดินไปหาหมอในหุบเขาคนฮา(harburg)แ่ห่งนี้ ทางเดียว
ที่จะกระทำได้คือต้องเดินไป ไปแล้วก็ต้องไปรอแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่าชั่วโมงถึงแม้จะนัด
ล่วงหน้า คุณหมอสาวสวยตรวจผมอย่างละเอียดแต่ไม่ได้พบอะไรที่สาหัส พ่อค่อนข้าง ดีใจที่ผมไม่เป็นอะไรหมอก็ไม่ได้ให้ยาอะไรเป็นพิเศษ อ้าวงี้ก็ซ่าต่อได้แล้วดิ
แต่แทนที่ไปหาหมอแล้วอาการผมจะดีขึ้น เปล่าเลยผมกลับแย่ลง ผมเริ่มเจ็บคอ ไอ แล้ว
ตามด้วยมีน้ำมูก ด้วยความที่เป็นวันเสาร์พวกเราทำอะไรมากไม่ได้นอกจากจะไปร้าน
ขายยาแล้วขอซื้อยาแก้ไอสำหรับเด็ก รวมไปถึงยาลดไข้สำหรับเหน็บก้น ที่เมื่อเหน็บที
ไรผมก็จะดีขึ้นทันตาเห็น ไม่รู้เพราะฤทธิ์ยาหรือว่าผมหวงก้น หลังจากที่ผมมีอาการไอ ทุกอย่างก็ดูแย่ไปหมด พ่อแม่สงสารผมอย่างไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร มีอยู่คืนหนึ่งแม่ถึง
กลับเก็บอาการไม่อยู่ปล่อยโฮออกมา ก็มันเป็นวันอาทิตย์ ทำอะไรไม่ได้นอกจากจะคอย
วันจันทร์ ภาพของความเป็นอยู่ที่แสนจะสุขสบายที่เมืองไทยได้กลับเข้ามาวนเวียนอยู่
ในหัวของแม่อีกครั้ง ในขณะที่พ่อพูดไม่ออก แม่บ่นอย่างเจ็บช้ำน้ำใจว่า ถ้าอยู่ที่เมืองไทย จะไปหาหมอเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นี่ต้องนั่งรอทำอะไรก็ไม่ได้ ว่าแล้วน้ำตาของผู้เป็นแม่ก็หยด
ลงมาที่แก้มผม ผมนั้นทั้งสงสารแม่แต่พูดไม่ออก ก็เพราะยังพูดไม่ได้นี่นา แทนที่จะ
ทำอะไรให้แม่สบายใจได้บ้าง ผมกลับทำไม่ได้ อาการเจ็บจี๊ด ๆ นะ เจ็บจี๊ด ๆ ก็เกิดขึ้น
อีก ผมได้แต่นอนบิดตัวไปมา ในขณะที่พ่อเริ่มสงสารแม่และตาก็เริ่มแดง ซึ่งอาจจะเป็น
เพราะพิษไข้ก็ได้ พ่อติดหวัดจากผมไปแล้วและก็เริ่มเจ็บคอเป็นอย่างแรก
อาการเจ็บป่วยของผมนั้นหนักขึ้นกว่าเมื่อสองสามวันก่อนมาก พ่อเองก็เป็นหนักมาก
เหมือนกัน ในขณะที่แม่เป็นด้วยแต่เล็กน้อยเท่านั้น บทหนักจึงไปตกที่แม่ในฐานะที่ต้อง
ดูแลผม และพ่อก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก ถึงแม้ป่วยพ่อยังคุยติดตลกขณะที่เช็ด
น้ำมูกสีเขียวปี๋ที่จมูกผมว่า "หมาอ้วนมีมีทายาทอสูรแล้ว เดี๋ยวก็หาย" คำพูดถึงแม้จะ
ช่วยให้ตลกได้ แต่มันรักษาโรคไม่ได้ พ่อและแม่ยังต้องอดนอนต่อไปอีก เพื่อดูแลผม
ในตอนดึก ๆ คำพูดของอาต้อมผู้ดูแลนักเรียนไทยในเยอรมันยังคงก้องอยู่ในหูของพวก
เรา
นับไปเถอะค่ะ อีำกห้าสิบครั้ง จนถึงสามขวบนั่นแหละจำนวนคือจำนวนการเจ็บป่วย และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พ่อกับแม่ได้รับรู้ว่า เมื่อหมาซ่า
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
2/24/2006 11:30:00 PM
1 comments
ความซ่าของคนเราย่อมต้องมีขีดจำกัด ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งหมาน่ารักอย่างผม(อย่าสับสนกับ
เสื้อผ้านะครับ) ผมถูกตั้งฉายาว่า "ซ่าเหมือนแม่ กวนตีนเหมือนพ่อ" โดยสาวโก๊ะอันดับหนึ่งแห่ง
ฮัมบวร์ก ความซ่าของผมไม่เคยหยุดแม้กระทั่งยามเจ็บไข้ ไม่ว่าท้องเสีย เป็นหวัด หรือติดเชื้อ
ไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ผมไม่เคยเลยที่จะแสดงอาการของผู้ป่วยให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
แต่ความเจ็บป่วยก็ไม่เคยละเว้นใคร วันนั้นผมยังจำได้แม่นในคืนอันแสนหนาวและเงียบสงบ
มีเพียงหมาอ้วนตัวน้อยตัวเดียวเท่านั้นที่ยังหลับไม่ลง ความร้อนในร่างกายมันสูงเกินกว่าที่ผม
จะข่มตาลงได้ ผมเริ่มครางหงิง ๆ เป็นแม่อีกตามเคยที่เริ่มรับรู้ความผิดสังเกตนี้ได้ แม่ดูจะตื่น
ตระหนกอย่างมาก พ่อที่ถูกปลุกให้ตื่นอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก กับการที่จะให้มารับรู้เรื่องราว
ของความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติบนหน้าผากผม ตรงนี้ผมกับแม่ก็เข้าใจพ่อ เพราะว่า
โดยปกติแล้ว ผมจะเป็นเด็กขี้ร้อน (หมอเขียนในหนังสือว่าเป็นเรื่องปกติของเด็ก ๆ) ร้อนขนาด
ที่ว่า พ่อมักใช้ผมผิดวัตถุประสงค์เสมอ ๆ บางครั้งหน้ามืดตามัวเห็นผมเป็นถุงน้ำร้อนไปได้
ด้วยเหตุนี้กระมัง พ่อจึงมักจะมองว่าความร้อนระดับนี้เป็นเรื่องปกติ
แม่พยายามพิสูจน์ต่าง ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา ให้พ่อเชื่อ ในที่สุดจะด้วยเหตุผลว่าพ่อง่วง
หรืออะไรก็สุดแท้ พ่อก็ยอมรับว่าผมตัวร้อนจริง ๆ ผมเริ่มดิ้นทุรนทุรายเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แม่
เมื่อพ่อเชื่อว่าเป็นจริง พ่อก็มักจะกระทำวิธีการต่าง ๆ นานา โดยไม่ค่อยบอกเหตุผล หรือ
อธิบาย ซึ่งต่างกับแม่ที่ต้องการคำอธิบายก่อนลงมือทำ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน พ่อเหน็บยาลดไข้
ให้ผม (แน่นอนที่ตูด) แล้วก็ลงมือถอดเสื้อผ้าผมออกทีละชิ้น จนเหลือแต่เพียงชุดแนบเนื้อสุด
เซ็กซี่ เอาผ้าเช็ดตูดผมมาเปลี่ยนหน้าที่เป็นผ้าเช็ดหน้า (ข้างซองบอกว่าทำได้นะ) เพื่อลด
อุณหภูมิภายนอกของร่างกายผม ในขณะที่ผมยังครางหงิง ๆ ออเซาะอยู่
ถึงแม้จะนอนเตียงเดียวกัน แต่อาการหวาดกลัวของคนสามคนนั้นดูจะแตกต่างกันออกไป
พ่อกลัวว่าผมจะเป็น พาราไทฟอยด์ เหมือนที่พ่อเคยเป็น ซึ่งอาการที่เห็นได้คือตอนกลางวัน
ปกติ แต่ตอนกลางคืนไข้จะขึ้นสูงมาก ๆ ในขณะที่แม่กลัวผมจะชัก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ แล้ว
ถ้าถามว่าเจ้าหมาน้อยอย่างผมนั้นกลัวอะไร สิ่งที่ผมหวาดกลัวที่สุดก็คือ กลัวซ่าไม่ออกน่ะสิ
เมื่อความกลัวแตกต่างกันออกไป การแสดงออกก็แตกต่างกันออกไปด้วย ผมครางหงิง ๆ
ในขณะที่พ่อแสดงความเป็นผู้นำของบ้าน ลุกขึ้นนั่งถางตาดูว่าเมื่อไหร่ผมจะหลับลง ในขณะ
ที่แม่ต้องการคำปลอบโยน มันช่างเป็นความโหดร้ายของวิถีชีวิตในเยอรมันแท้ ๆ ที่วันอาทิตย์
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคนเยอรมันจะปิดหมด คนเยอรมันที่จะมี
ชีวิตรอดก็อาจจะต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นคนตุรกีบ้างบางครั้ง นี่รวมไปถึงร้านขายยา เราไม่มียา
อื่น ๆ เลยนอกจากยาลดไข้สำหรับเหน็บก้นผม แล้วมันก็ใกล้จะหมดแล้วด้วย
ย่าหมอ ได้เชิญเราไปเที่ยวบ้านเนื่องในโอกาสอยากรื้อต้นคริตส์มาสเต็มแก่ แต่แขกสำคัญ
อย่างผมยังไม่ได้ยลโฉมมันเลย เราก็ถือโอกาสนี้ไปให้ย่าหมอตรวจซะเลย แล้วจะได้ขอ
ยาลดไข้ไว้สำรองด้วย พอวันจันทร์ครอบครัวเราก็จะไปหาหมอได้แล้ว เมื่อไปหาย่าหมอ
ความซ่าได้เอาชนะความเจ็บป่วยไปจนหมด ผมวิ่งทั่วบ้าน เล่นทุกอย่างที่เล่นได้ จะเวลาค่ำ
เข้ามาเยือน หมาก็เริ่มครางหงิง ๆ ย่าหมอจะผมไปตรวจวัดไข้ โดยการเอาเทอร์โมมิเตอร์
ไปจิ้มตูด ย่าส่งมันกลับมาให้พ่อดู พ่อสังเกตอยู่พักหนึ่งแล้วก็เอามันจิ้มเข้าปาก บ้าเหรอ
ไม่ได้จิ้ม จากนั้นย่าก็เอายาลดไข้มาเหน็บก้นผม แล้วก็ให้คำอธิบายว่าอาการนี้เป็นอาการของ
ไวรัสชนิดหนึ่ง ปล่อยไว้ซักพักก็หายไปเอง ถ้าไม่แน่ใจก็ไปหาหมอ อ้าวแล้วหมอที่อยู่ตรง
หน้านี่หล่ะ พ่อทำหน้างง ๆ ในขณะที่ย่าอธิบายต่อว่า ตอนนี้ตรวจให้ไม่ได้ เพราะไม่มี
เครื่องมือ ต้องเจาะเลือดพิสูจน์โลหิต ถึงจะบอกได้ว่าเป็นอะไรแน่ เอาเป็นว่าทุกอย่างผ่าน
ไปด้วยดีผมยังซ่าได้ แต่ในท้องฟ้าที่เงียบสงบ มันมักจะแฝงความนัยร้าย ๆ เอาไว้เสมอ
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
2/09/2006 06:35:00 PM
0
comments
ในชีวิตของลูกหมาตัวเล็ก ๆ หนึ่งตัว คงต้องมีอย่างน้อยซักครั้งที่ต้องเจ็บจนน้ำตาไหล
ลูกหมาน่ารัก ๆ อย่างผม ก็ไม่อาจละเว้นชะตากรรมอันน่ารันทดนี้ไปได้ เมื่อนึกถึงทีไร
น้ำตามันก็ไหลเอ่อท่วมเบ้าตาไปซะทุกครั้ง
ขณะที่ผมกำลังนอนหลับฝันหวานท่ามกลางวงมโหรีวงใหญ่อยู่นั้น ผมก็เริ่มรู้สึกว่าพื้น
อุ่นๆ เบื้องล่างกำลังหายไป ร่างกายอันน่าทะนุถนอมของผมพุ่งร่วงลงจากเตียงอันนุ่ม
สบายลงไปสู่พื้นพรมอันแข็งกระด้างในเวลาชั่วหนึ่งอึดใจ แรงกระทำตามกฎของ
นิวตันทำให้ผมเจ็บจนน้ำตาไหล ความเป็นลูกผู้ชายหมดลงตรงนั้น ผมร้องไห้จ้า เกือบ
จะทันที โดยไม่รั้งรอให้เฮือกการร้องที่สองของผมดังขึ้นหรือพูดง่าย ๆ ว่าเร็วกว่า
เกียร์บันแปลงร่าง แม่ก็โผเข้ามากอดผมแล้วดึงผมขึ้นไปสู่อ้อมอกอันอบอุ่น นุ่มละไม ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นในอ้อมอกแม่ มันไม่ใช่ความฝันแต่มันเป็นความจริงที่พ่อผงก
หัวตื่นขึ้นมาในขณะที่ผมเริ่มสงบแล้ว คงเป็นเพราะพ่อได้ยินเสียงแม่ร้องไห้ พอพ่อ
เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ก็ล้มตัวลงนอนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะที่
แม่บอกผมว่าเตียงมันก็กว้างอยู่นะลูก
นี่เป็นหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นาน ในขณะที่ผมอายุได้ประมาณ 14 เดือน มันไม่ใช่
ครั้งแรก ผมจำได้ว่าครั้งแรกๆ มันเกิดเมื่อผมอายุได้ประมาณเกือบ 5 เดือน มันเป็น
ช่วงที่ผมเริ่มพลิกตัวไปมาได้ ผมพลิกเพลินไปหน่อยก็หลุดตกเตียงไป ถ้านึกไม่ออก
ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน ก็ให้ลองจินตนาการดูว่า เด็กประมาณหนึ่งอ้อมกอด ตกจาก
ที่สูงฟุตครึ่งจากเตียงนุ่มๆ ลงมาสู่พื้นพรหมแข็ง ครับมันเจ็บและเป็นเจ็บที่ลูกหมา
ทุกตัวที่ควรจะผ่าน ใครที่ไม่เคยผ่านเมื่อโตขึ้นอาจจะโดนเพื่อน ๆ ล้อได้
ถ้าจะนับว่าระหว่างพ่อกับแม่ ใครทำให้ผมตกเตียงมากกว่ากัน คุณๆ อาจจะตอบว่า
ต้องแม่แน่ๆ เลย เพราะผมควรจะอยู่กับแม่มากกว่าพ่อ นั่นทำให้คุณได้คะแนนศูนย์
แล้วหล่ะ เพราะถึงแม้ว่าผมจะอยู่กับพ่อด้วยเวลาเพียงหนึ่งในสามของแม่ แต่พ่อก็ ทำให้ผมตกเตียงได้มากพอ ๆ กับแม่หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ก็เพราะเวลาพ่อดู
แลผม ก็ดูแต่ตา และค่อนข้างปล่อยให้ผมทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย ยิ่งเมื่อผมอยู่บนเตียง
ด้วยแล้ว พ่อก็มักจะใช้หลังดูแลผม หรือไม่บางทีก็หลับตาดู เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งกลางดึก ซึ่งโดยปกติแล้วพ่อจะต้องมีหน้าที่ไปชงนม เหตุผลของพ่อ
คือพ่อเสียสละ แต่ความจริงแล้วพ่อมักจะหลับก่อนแม่ชงนมเสร็จ ครั้งนี้พ่อต่อรอง
ให้แม่ไปชงนมแล้วพ่อจะดูลูก ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเพียงน้อยนิดพ่อก็หลับได้ราวกับ
โนปิตะกลับชาติมาเกิดไงงั้นเลย ผลที่ได้ก็คือผมตกเตียง แล้วพ่อก็ต้องโดนแม่ดุ
ไปตามระเบียบ แต่ยังไม่ทันที่แม่จะได้ดุอะไรมาก พ่อก็ชิงหลับไปซะแล้ว
เมื่อเล็ก ๆ กรณีตกเตียงของหมาอ้วนอย่างผมนั้น เกือบทั้งหมดเกิดจากการประเมิน
ความสามารถและความไวของผมต่ำกว่าที่ควรจะเป็น การวางผมไว้อีกมุมหนึ่งของ
เตียง แล้วเดินออกไปเข้าห้องน้ำนั้น เป็นการประเมินต่ำอย่างมาก เพราะช่วงเวลา
แค่เพียงหนึ่งนาทีที่พ่อเดินออกไป ผมก็สามารถพลิกไปอีกด้านหนึ่งของเตียงได้แล้ว
เมื่อโตขึ้นมาหน่อย ผมก็คงเหมือนกับเด็กทั่วไปคือ ต้องคิดได้แล้วหล่ะว่าทำไมถึง
ตกเตียง ก็แน่หล่ะตกเตียงมันเจ็บ ใครหล่ะอยากจะเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมไ่ม่ใช่หมา
โง่นี่นา ถึงจะยอมเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมเริ่มทำการวิเคราะห์และคำนวณท่วงท่าที่
เหมาะสม กว่าจะเสร็จก็ต้องลำบากแม่คอยพยุงอยู่หลายครั้ง และในที่สุดผมก็พบ
ว่าการลงจากเตียงที่ถูกวิธีนั้น เมื่อเราอยู่ห่างจากของเตียงประมาณหนึ่งฟุตหรือ
มากกว่า ขึ้นอยู่กับความยาวของร่างกาย เราจะอยู่ในโซนตกเตียงแล้วให้เราพลิก
ตัวร้อยแปดสิบองศา แล้วค่อย ๆ คลานถอยหลังลงจากเตียงไป โดยค่อย ๆ ทิ้ง
น้ำหนักลงบนเท้าทั้งสองนั่นแหละ แต่ชีวิตมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถึงแม้ว่า
ท่าคลานถอยหลังลงเตียงสะท้านโลกจะได้รับการฝึกหัดเป็นอย่างดี แต่ในเมื่อมี
กระบวนท่า มันย่อมต้องมีจุดอ่อน บ่อยครั้งที่ผมชะล่าใจเกินเหตุ ใช้ความเร็วคงที่
ตั้งต้นโดยลืมนึกถึงกฎข้อที่สามของนิวตันไป ทำให้ผมพลิกตัวไม่ทัน แทนที่จะ
หมุนได้ร้อยแปดสิบ ก็หมุนได้แค่ร้อยยี่สิบเท่านั้น แน่หละครับจากหมุนตัวลงเตียง
ก็กลายเป็นไถลลงเตียง สะโพกลงก่อนแล้วก็ตามด้วยหัว นี่ยังไม่พอนะครับ สมัย
ที่ผมยังสั้นเกินไป เมื่อลงจากเตียงแล้วขาจะแตะพื้นไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ เมื่อ
ปล่อยมือเพื่อจะเข้าสู่ท่าคลานดุ๊ก ๆ อันเลื่องชื่อของหมาอ้วน มันมักจะไม่ค่อยได้
ผล คราวนี้เป็นไหล่ หลัง และหัวตามลำดับ
ทุกวันนี้ ถ้าไม่ง่วงงัวเงีย หรือหิวนมจนหน้ามืด ผมก็จะไม่ตกเตียงอีกแล้ว ผม
สามารถขึ้นเตียงและลงเองได้แล้วอย่างสบาย ทุกครั้งที่ผมจะขึ้นเตียงเอง พ่อ
มักจะถามแม่ว่า "หมาอะไรขึ้นเตียงได้" แม่ก็ตอบทันทีว่า "หมาพยายาม"
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
1/17/2006 04:28:00 PM
3
comments
นอกจากได้เที่ยวแดนกังหันลมแล้ว พ่อแม่และพี่ๆ ยังได้พาผมไปเที่ยวอีกหลาย
แห่ง ไม่ว่าจะเป็นสวนดอกทิวลิปที่เค้าว่าสวยที่สุดในโลก ศาลโลกที่เค้าว่าเป็น
ศาลของโลก แล้วก็วนกลับมาเที่ยวเมืองหลวงของแดนกังหันแห่งนี้เป็นที่ๆ
สุดท้าย โรงแรมที่พักปลายทางค่อนข้างดี ทำให้เราไม่ต้องรีบเร่งในตอน
เช้าอีกแล้ว พ่อมีเวลานอนส่งเสียงสิงโตจนเต็มอิ่ม เช้าเราก็ไม่ต้องรีบเร่ง มีเวลา
นั่งทานอาหารของโรงแรมอย่างเต็มที่ จนเจ้าพนักงานเอาของมาเสริฟแทบไม่ทัน
ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการเดินทางไกลร่วมกับพ่อและแม่หนนี้ แต่
ที่สำคัญที่สุดคือผมพลิกตัวได้ นอกจากนั้นยังมีบทเรียนอีกหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่ผมคงต้องรู้ นั่นคือผมไม่ใช่เด็กที่ยังเดินไม่ได้คนเดียวในโลก วันที่ไปเที่ยวสวน
ทิวลิป ผมต้องพบกับความน่ากลัวในระหว่างที่ขึ้นรถบัสกลับสถานีรถไฟ พ่อเอา
ผมใส่รถและจอดรถบนรถบัสเคียงข้างกับเด็กจีนที่อายุมากกว่าผมแค่สองเดือน
ตอนนั้นผมหกเดือนได้แล้ว แต่เด็กคนนั้นรูปร่างใหญ่โตกว่าผมมาก ทุกวันนี้ผม
ก็ยังคิดว่าเค้ายังตัวใหญ่กว่าผม วันนั้นในขณะที่ผมนอนเบาใจอยู่ในรถ เจ้ายักษ์
จีนก็โผล่หน้าเข้ามา แล้วร้องทักทายผม
"่ว่าไงไอ้ตัวเล็ก"
"เล็กแต่ซ่าส์โว้ย" ผมตอบโดยที่ยังไม่ได้หันไปมองว่าใครทัก
"หันมาหน่อยดิ ไอ้ตัวเล็ก มีอะไรจะให้ดู"
ผมหันไปทันทีด้วยสัญชาติญาณ ภาพที่เห็นคือเด็กที่ตัวใหญ่กว่าผมเกือบสอง
เท่า แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเค้าคนนั้นขาวจนซีดเผือก แต่ลืมตาเกิดมาผมยังไม่
เคยเห็นใครขาวได้ขนาดนี้ ผมเหลือบไปมองดูแขนของตัวเอง แล้วพยายาม
เปรียบเีทียบ ไม่ใช่แน่ ไม่ใช่แน่ๆ ผมไม่ไหวแล้ว ผมหันไปมองพ่อซึ่งยืนยิ้มแต้
อยู่ พร้อมกับส่งสัญญาณว่าผมไม่ไหวแล้วอุ้มผมหน่อยจนลั่นรถ แง้ แง้ พ่อช่วย
ด้วย
นั่นเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน กลับมาถึงบ้าน เพื่อการเตรียมพร้อม ผมเลยฟิต
ร่างกายพลิกซ้ายพลิกขวา พร้อมกับหัดส่งเสียงดังเพื่อขู่คนอื่นให้กลัว ไม่หล่ะ
ผมจะไม่ยอมอีกแล้ว วันก่อนพ่อเอาปูไขลานสีแดงมาให้เล่น มันเดินแกลกๆ
มาหาผม แหะ แหะ น่ากลัวอ่ะ ผมลองส่งเสียงขู่มันให้กลัว "ปู้ ปู้" ไม่ได้ผลเลย
ซักนิด มันยังคงย่างสามขุมเข้ามาหาผม นี่ผลของการฝึกซ้อมไม่ได้ผลอะไรเลย
เหรอไง มันยังเดินเข้ามาหาผม ไม่ไหวแล้ว แง้ แง้ พ่อช่วยด้วย
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
11/16/2005 01:32:00 AM
1 comments
ชายร่างผอมสูง แก้มตอก ปรากฎกายอยู่เบื้องหน้าผม แสงสลัวจากภายในโรงแรม
และความมืดยามโพล้เพล้ทำให้ผมมองไม่เห็นหน้าของเขาชัดเจนนัก หลังจากที่ปรากฎ
กายอย่างไม่เป็นมิตรนัก เขาก็พาพวกเราเข้าไปยังเคาน์เตอร์อย่างไม่เต็มใจนัก พ่อเดิน
ตามชายผู้นั้นโดยไม่รู้สึกอะไร ในขณะที่ผมกลัวจนอึจะราดอยู่แล้ว ก็คงไม่แปลกถ้า
มันจะราดออกมาตอนนี้ เพราะนับตั้งแต่ตอนเช้าบนรถไฟ ผมก็ไม่ได้สัมผัสความรู้สึก
นั้นอีกเลย เวลายังคงเดินตามหน้าที่ของมัน แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ทำหน้าที่ของ
มันดีนัก ในขณะที่พ่อต่อรองกับชายน่ากลัวคนนั้นอยู่ ก็ยังมีผู้หญิงอ้วนอีกคนเข้ามา
สมทบ เธอพูดอะไรสักอย่างเสียงแผ่วเบากับชายคนนั้น ก่อนที่จะหันมาแสยะยิ้มอย่าง
หน้ากลัวให้ผม ผมไม่แน่ใจว่าผมตาฝาดหรือเปล่า ผมเห็นเธอเอาลิ้นเลียริมฝีปากล่าง
ทุกครั้งที่มองมายังผม
เราได้รับอนุญาตให้เอารถเข็นของผมวางไว้ชั้นล่างได้ หลังจากนั้นไม่นานผมก็ถูกยก
ตัวขึ้น แล้วพ่อก็พาผมกับแม่ขึ้นไปยังห้อง ผมเองแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าสถาปนิก
หรือช่างฝีมือคนใดในโลกจะออกแบบโรงแรมให้มีลักษณะอย่างนี้ได้ มันเป็นบันได
ปกติที่มีขั้นแคบและสูงชัน จะดีหน่อยก็ตรงที่มันปูพรหมไปตลอด ในขณะที่พ่อพาผม
ขึ้นบันไดไปนั้น ผมเองก็อดหันไปมองข้างล่างไม่ได้ หน้าของหญิงอ้วนคนนั้นยังคง
ฝังใจผมอยู่
ผมถูกวางลงบนเตียงที่ปูด้วยผ้าลินินสีน้ำเงินเข้ม ด้วยความที่อึดอัดอยู่บนรถเป็นเวลา
นาน ผมจึงได้โอกาสกลิ้งตัวไปบนเตียงอย่างสนุกสนาน พ่อและแม่มองผมด้วยสาย
ตาประหลาดปนปิติ ก็เพราะตั้งแต่เกิดมาผมเองยังไม่เคยขยับตัวได้ดังใจมากมายขนาด
นี้มาก่อนเลย ว่าแล้วพ่อก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ ผม ก่อนจะรวบรวมพลังลุกขึ้นเพื่อกลับ
ไปเอาของข้างล่างที่ยังเหลืออยู่ ไม่นึกเลยว่าพ่อเองก็กลัวสาวอ้วนคนนั้นเหมือนกัน
ก็พ่อขึ้นมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ พอมาถึงหน้าห้องก็รีบเคาะประตูเรียกแม่อย่าง
รวดเร็ว ปากก็หอบไปด้วย ก่อนล้มตัวลงนอนข้างๆ ผมด้วยความตื่นตระหนก
ผมรู้สึกเป็นสุขที่โรงแรมแห่งนี้มาก เพราะผมได้กลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงผ้าลินินสี่น้ำเงิน
เข้มได้อย่างอิสระ ในขณะที่เมื่อออกไปนอกโรงแรม ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากนอน
อยู่ในรถเข็น ภายใต้สภาพอากาศที่บัดเดี๋ยวร้อนบัดเดี๋ยวหนาว ขณะที่พ่อและแม่
กำลังจัดของ และเตรียมที่จะพักผ่อน สาวหน้าแป้นก็ส่งข้อความมาทางโทรศัพท์เพื่อ
แจ้งให้เราทราบว่าพรุ่งนี้เจอกันเก้าโมงเช้า เป็นอันว่ามีผมคนเดียวที่ได้กินข้าวเช้าใน
ขณะที่พ่อกับแม่ทำได้แค่เข้าห้องน้ำ เพราะกว่าครัวจะเปิดในวันหยุดอย่างนี้ก็เก้าโมง
แล้ว
พ่อตื่นอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักไปทำธุระแล้วมาเปลี่ยนกับแม่ ผมเองเฝ้าดูแม่เก็บ
ข้าวของอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้รู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก พ่อเองทำได้แค่
ดูแลข้าวของของตัวเองเท่านั้น เพียงเพื่อไม่ให้ภาระของแม่เพิ่มมากขึ้น พ่อเคยพูด
ไว้กับเพื่อนคนหนึ่งตอนไปประชุมว่า "เวลาดูว่าใครมีเมียหรือไม่มีเมียนะ ให้ดูที่เสื้อ
ผ้าที่ใส่วันที่สอง ถ้ายับหล่ะก็โสดแน่นอน ส่วนพวกที่ไม่ยับก็มีเมียแล้ว ถ้าใครไม่
มีเมียแล้วดันใส่เสื้อผ้าเรียบวันที่สอง ก็ตุ๊ดแน่นอน" ไอ้เพื่อนคนที่พ่อคุยด้วยสะดุ้ง
โหยง เพราะมันโสดและใส่เสื้อผ้าเรียบ จริงๆ แล้วการที่เสื้อผ้าเรียบได้นั้นก็เพราะ
ว่าแม่พับเสื้อผ้าเป็น ในขณะที่ผู้ชายทั่วไปจะผับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางอย่างไร
ก็ไม่เรียบนั่นเอง เมื่อเรียบร้อยแล้วพ่อก็ทยอยขนข้าวของที่ถูกแบ่งออกเป็นสาม
ส่วน เอาลงไปข้างล่างทีละสองชิ้น ซึ่งมีผมเป็นชิ้นสุดท้ายเพื่อความปลอดภัย
ตอนเช้าวันอาทิตย์ช่างเงียบเหงาไร้ผู้คนสิ้นดี สภาวะจิตใจของแม่ตอนนี้ไม่ค่อย
ดีนัก เพราะอ่อนเพลียและผิดหวังกับที่พักพอสมควร ด้วยเงินที่จ่ายไปมันควรจะ
ดีกว่านี้ พ่อเข้าใจความรู้สึกของภรรยาสุดที่รักดีจึงโชว์ความสามารถนำทางไป
สถานีรถรางได้โดยไม่ต้องดูแผนที่ แน่นอนไม่หลง พ่อหันไปมองแม่แล้วบอก
"ฉันไม่ใช่ไอ้ริกนะ" เรารอรถรางนานพอสมควรและก็ไปถึงที่นัดหมายทันเวลา
แบบเฉียดฉิว และแล้วสาวหน้าแป้นก็ส่งข้อความมาบอกว่าเวลานัดเลื่อนออกไป
อีกหนึ่งชั่วโมง -_-!
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
10/08/2005 06:12:00 AM
1 comments
เอาเป็นว่าเราขึ้นเรือได้ อากาศ
ที่นี่ก็ไม่ค่อยเป็นใจต่อการนั่ง
เรือนัก ลมค่อนข้างแรง แดด
ออกแต่หนาวจับใจ ถ้าเราเข้า
ไปในตัวเรือที่มีหลังคาก็จะร้อน
ไม่สบายตัวอีก การเดินทาง
โดยเรือหางสั้นลำนี้ค่อนข้าง
จะสบายแต่ช้าด้วยเหตุุุนี้เอง
ผมจึงถูกจับไปนั่งที่โน่นทีที่นี่
ทีประหนึ่งว่าผมเป็นของเล่น
ก็ไม่ปาน พวกพี่ๆ แวะเวียนมา
เล่นด้วยตลอด บ้างก็มาถ่าย
รูป บ้างก็มาเล่นตลกให้ดู ผม
ก็ได้แต่ขำๆ นะ แต่ยังโตไม่
พอที่จะขำอะไรได้มากนัก
ตอนอยู่บนเรือผม
ร้องงอแงบ้าง แต่ไม่มาก จำได้ว่าร้องครั้งไหนเป็นได้กินนมทุกครั้ง พ่ออุ้มไปเดินเล่นบ้าง
ที่กาบเรือด้านนอก เสียวจับใจเพราะลมแรงแต่ก็สนุกดี พ่อเคยจำฝังใจในอดีตว่าเคยโดน
พ่อแกล้งจับยกขึ้นเหนือบ่องูที่เชียงใหม่ กลัวฝังใจก็เลยไม่กล้าเล่นจับผมออกไปนอกตัว
เรือเลยซักครั้ง ก็ดีไปจะได้ไม่มีประสบการณ์เสียวฝังใจไปจนโต การนั่งเรือนานๆ ที่มีเสียง
บรรยายถึงสิ่งก่อสร้างรอบข้างที่ฟังไม่รู้เรื่อง สำหรับผมแล้วมันเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก ก็เพราะ
ผมยังไปไหนมาไหนเองไม่ได้ ร่างกายมันช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย ถึงแม้ว่าผมจะพยายาม
ขยับอย่างไร แขนขามันก็ไม่มีเรี่ยวแรง พอที่จะยกตัวผมขึ้นไปไหนมาไหนได้ ผมทำได้ก็
แต่ร้องเรียกให้พ่อกับแม่อุ้มเดินไปไหนต่อไหน บางครั้งก็ได้ผล บางครั้งก็ได้นมมายัดปาก
แทน ถ้านมหมดก็จะได้จุกนมหลอกใส่ปากเป็นอันว่าอิสรภาพหมดลงตรงนั้น
เรื่องราวหลังจากนี้ผมรู้ว่าพ่อกับแม่และพี่ๆ สนุกกันมาก สำหรับผมนั้นไม่สนุกเลยอากาศ
มันเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว และผมก็อ่อนเพลียมากทำให้ผมหลับไปตลอดทาง ถึงแม้ว่าจะมี
เสียงหัวเราะหยอกเย้าดังมาเข้าหูเป็นระยะๆ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมใส่ใจได้ เมื่อผมตื่นขึ้น
มาผมก็พบกับเรือลำเดิมพบกับพวกพี่ชุดเดิมๆ สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงลีลา และที่น่าแปลก
ใจมากคือพลังของพวกพี่ๆ ไม่เคยตกในขณะที่พลังงานของผมหมดลงไปนานแล้ว
เมื่อขึ้นจากเรือแล้ว เราก็เดินเที่ยวกันต่อก่อนที่จะแยกย้ายกันไปยังที่พัก มันเป็นโรงแรม
ที่ไม่มีดาวแต่ราคาแพงใช้ได้อยู่ รถเข็นคันเก่งพาร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงของผมไปเรื่อยๆ
โรงแรมนั้นหายากเอาการอยู่ แต่พอพวกเราตั้งหลักหาเลขที่ตึกเจอ อะไรๆ ก็ง่ายไปหมด
พ่อซึ่งเคยผ่านแต่ B&B ที่อังกฤษมา ก็ยังคิดอยู่ในใจว่าไอ้ราคา 70 ยูโรต่อหนึ่งคืน มันต้อง
มีอะไรเทียบเคียงได้กับ 50 ปอนด์ที่อังกฤษได้ จึงมิได้คิดอะไรนับตั้งแต่จองโรงแรมแล้ว
พวกเราพากันเดินต่อไปตามถนนที่สามารถมองทะลุยาวไปข้างหน้าได้สุดลูกหูลูกตา หมาย
เลขป้ายบอกเลขตรงกับแผ่นกระดาษที่พิมพ์ไว้ เบื้องหน้าของพวกเราเป็นตึกสูงสี่ชั้นเป็น
แถวต่อกันยาวเหยียด พ่อรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่มันแค่คูหาเดียว แสงแดดที่ลับขอบฟ้าไป
แล้วทำให้สภาพของโรงแรมดูวังเวง พ่อกดกระดิ่งหลายครั้ง พนักงานก็ยังไม่ลงมาเปิด
ประตู พ่อหันหน้าไปหาลูกคณะสองสามทีเพื่อให้แน่ใจว่าคนอื่นๆ ยังเต็มใจรอกันอยู่ เวลา
ผ่านไปอีกไม่นาน เจ้าของโรงแรมผอมสูงพาหน้าที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกโผล่ออก ก่อนบอก
ว่าประตูมันเสียยังไม่ได้ซ่อม ก่อนที่จะพาพวกเราขึ้นไปบนโรงแรม
ตัวตึกแคบๆ ของโรงแรมยังถูกแบ่งส่วนหนึ่งเป็นส่วนต้อนรับ อีกครึ่งหนึ่งคือบันได ....
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
8/26/2005 03:52:00 PM
1 comments
คำกล่าวที่ว่า "ขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้"
คงจะใช้กับการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ เมืองคน
ค่อมสะท้านโลกที่เราไปถึงนี้ก็เหมือนกับเมือง
อื่นๆ ทั่วๆ ไปในยุโรป คือมีถนนแคบๆ เยอะแยะ
ไปหมด ไปไหนมาไหน ถ้าไม่เมื่อย การเดินก็
คือการเดินทางที่ดีที่สุด คณะเดินทางตัดสินใจ
พักรับประทานอาหารราคาถูกก่อนจะไปขึ้นเรือ
ผมจำได้แม่ว่าตั้งแต่ร้านอาหารที่มีสัญลักษณ์
เป็นตัวเอ็มแห่งนี้มีสินค้าราคา 50 บาท กินหนึ่ง
ชิ้นไม่อิ่มขึ้นมา มันก็ทำให้พ่อกับแม่มีทางเลือก
มากขึ้น แทบทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก พ่อกับ
แม่ก็จะลงทุนควักกระเป๋าซื้ออาหารที่ว่ากินทุก
ครั้ง จนบัดนี้หน้าพ่อก็ได้กลายเป็นเบอเกอร์ไก่
ไปแล้ว
แต่แน่นอนหล่ะ ผมคนหนึ่งที่ไม่ชอบอาหารไร้
คุณค่าราคาถูกพวกนี้หรอก ยังไม่ทันไรพ่อก็ยื่น
ขวดนมขวดเก่าที่ผมเห็นจนชินตาตั้งแต่เกิดให้ น้ำนมอาจจะมีรสชาติเปลี่ยนไปบ้างตามอายุผม
แต่มันก็ไม่เคยทำให้ผมผิดหวัง ถึงมันอร่อยสู้น้ำนมแม่ไม่ได้แต่มันก็ดีกว่าเบอเกอร์ไก่ละน่า ใน
ขณะที่ผมตั้งหน้าตั้งตาดูดนมจากขวด พ่อก็จัดการกับเบอเกอร์ไก่ชิ้นที่สองหมดแล้วด้วยเวลาอัน
รวดเร็ว พ่อกับแม่หันไปมองหน้ากันโดยพ่อทำทีว่าถ้าแม่ไม่กินอีกชิ้นที่เหลือ พ่อจัดการก็ได้นะ
ส่วนแม่ก็รู้ใจ รีบยื่นให้ทันที ในขณะนั้นพวกพี่ๆ ก็กำลังถ่ายรูปกันและกันอยู่อย่างสนุกสนาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพี่ริกที่ได้รับเกียรติอันน่าภาคภูมิใจ ในการเป็นหนึ่งในของแปลกที่น่าจดจำ
เวลาผ่านไปได้ซักพัก เมื่อเวลาเหลือไม่มาก และผมก็อิ่มแล้ว โดยการสบัดจุกนมออกจากปาก
อันน้อยนิด ก็เป็นอันว่าทุกคนรู้ว่าผมอิ่มแล้ว เดินทางต่อได้ แม่อีกตามเคยที่พร้อมก่อนคนอื่น
ในขณะที่พ่อก็เป็นคนคอยตรวจสอบความผิดพลาดอันพึงจะเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจว่า
ลืมของหรือไม่ ถ้าอันไหนพ่อมั่นใจว่าไม่ลืมแล้ว พ่อก็จะแกล้งแหย่แม่กับพี่ริกว่าลืมของหรือเปล่า
จนป่านนี้แล้ว พี่ริกก็ยังไม่วายห่วงหนังสือเดินทาง เมื่อพ่อทักพี่ริกก็กำมันแน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม
ขบวนของเราเวลาเดินจะแยกเป็นสามกลุ่มค่อนข้างชัดเจน พวกที่นำหน้าก็คือพวกที่จะต้องรับผิด
ชอบขบวนให้ไปถึงที่หมายในเวลาที่กำหนด พวกที่อยู่ตรงกลางก็จะคอยทำหน้าที่ไม่ให้พวกที่รั้ง
ท้ายหลงและคอยตรวจสอบการตัดสินใจของพวกแรก ในขณะที่กลุ่มสุดท้ายจะเป็นกลุ่มที่สำคัญ
ที่สุดเพราะต้องคอยเก็บรายละเอียดของการเดินทาง ยกตัวอย่างเช่นพี่ริก พี่โซ่ พี่เจิน ก็จะทำ
หน้าที่เก็บภาพถ่ายร่วมกับคิงคองยักษ์หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง หรือไม่ก็เก็บภาพที่เป็นสัญลักษณ์
แปลกประหลาดร่วมกับอนุสาวรีย์ เป็นต้น ถ้าขาดกลุ่มสุดท้ายนี้พวกเราก็คงจะมีแต่รูปวิวสวยๆ ของ
พี่เอกเป็นแน่ ผมเองจะอยู่ในกลุ่มกลางสลับกับกลุ่มหน้าเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนรับผิดชอบ
รถเข็นของผม ถ้าเป็นพ่อผมก็จะอยู่กลุ่มกลาง ถ้าเป็นแม่ผมก็จะซิ่งไปอยู่กลุ่มหน้า จะมีบ้างบางครั้ง
ที่พ่อจะย้ายไปอยู่กลุ่มหน้า แต่ก็ไม่บ่อยนัก
พ่อแกะแผลสิวสีดำดวงใหญ่ที่ขึ้นตรงลักยิ้มพอดีเล่น ในขณะที่พี่เอกรับหน้าที่ไปถามเจ้าหน้าที่ที่ท่า
เทียบเรือ เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว เรือที่เราต้องนั่งไปกำลังจะออก เจ้าหน้าที่กำลังนับจำนวนลูก
เรือเล่น พี่เอกหันหน้ามาช้าๆ บอกพวกเราว่า เรือที่เราต้องไปด้วยนั้นอยู่ห่างออกไปอีกห้าร้อยเมตร
พ่อดูนาฬิกาเข็มเรือนเดิม มันบอกพ่อว่าเราเหลือเวลาอีก 5 นาที ทุกคนพยักหน้ารับ แล้วพวกเราก็วิ่ง
ในขณะที่พึ่งวิ่งมาได้ไม่นาน เพราะเข้าใจผิดว่าท่านี้แหละ พลังงานของพวกเราเหลือน้อยเต็มที นี่ถ้า
เราไปไม่ทันมันก็คงจะทำให้เรามีเวลาว่างมากขึ้นอีกสามสี่ชั่วโมง แต่นั่นจะทำให้เราพลาดสิ่งที่สวย
งามที่สุดแห่งหนึ่งของแดนกังหันลมแห่งนี้ แม่อีกแล้วที่ทุกคนยังคิดอะไรไม่ออก ผมและแม่ก็นำ
หน้าออกไป โดยมีพี่เอกนำหน้าอยู่ไม่ห่าง ความดีนี้ต้องยกให้พี่เอก เพราะการที่พี่เอกวิ่งออกหน้า
ไปโดยลืมสังขารความแก่เฒ่าของตัวเองเพื่อไปให้ถึงที่ขายตั๋วให้ได้ก่อนที่เรือจะออก แล้วแจ้งให้
พนักงานทราบว่ายังมีผู้โดยสารที่ต้องการไปอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง มันทำให้พวกเราไม่ตกเรือ
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
8/12/2005 10:22:00 PM
3
comments
ใกล้ที่หมายเข้าไปทุกทีแล้ว หลายคนกำลังตื่นตัว
บางคนก็ตื่นเต้น บางคนก็เฉยๆ บางคนก็หลับอยู่
ภาพที่เห็นที่นอกหน้าต่างตอนนี้แตกต่างจากภาพ
อันจำเจของสองสามชั่วโมงที่ผ่านมา ทิวทัศน์
เริ่ม เปลี่ยนจากลักษณะของเยอรมันไปเป็นแดน
กังหันลมเข้าไปทุกที ผู้คนจากไหนก็ไม่รู้วิ่งกรูขึ้น
มาบนเจ้ามังกรปลุกให้ทุกคนละจากความคิดที่
กำลังโลดแล่นอยู่ในสมองให้หันไปดู ได้ความว่า
ราคาค่ารถไฟที่นี่มันเท่ากันหมด ทุกคนก็เลยกรููู
กันขึ้นรถ EC หรือไม่ก็ ICE กันพวกเราดูเหมือน
จะตื่นตกใจกับสิ่งที่เห็นกันหมดยกเว้นเพียงชีวิต
น้อยๆ ของผมและพ่อของผมที่ไม่ได้ตื่นเต้น
มากนัก คนหนึ่งกำลังกังวลว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น
หรือไม่ อีกคนกำลังกังวลว่ามันจะเกิดขึ้นแล้ว
ผมทำตัวสั่นเหมือนคนเกิดอาการขนหัวลุก ไม่
ได้เจอผีแต่อย่างไร แต่อึจำนวนหนึ่งกำลังไหล
ผ่านรูทวารหนักน้อยๆ ของผมออกมา เจ้าสิ่ง
ปฎิกูลออกมานั้น ว่ากันว่าเป็นสิ่งที่เหม็นเป็น
อันดับสองของโลกจะเป็นรองก็เพียงแต่ผล
ผลิตของพ่อเท่านั้น อันนี้ผมไม่ได้ว่าแต่ได้ยิน
แม่พูดบ่อยครั้ง จำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อเคยนึก
หมั่นไส้ผมเพราะว่าผมดันไปอึที่ๆ ทำงานของพ่อ และครั้งนั้นนับได้ว่าเป็นผลงานชั้นเยี่ยมทีเดียว โชคดีที่เป็นวันเสาร์ไม่มีใครอยู่นอกจากผม พ่อและแม่ กลิ่นของมันช่างกดโสตประสาทให้จมลึก
ลงไปสู่ห้วงบ่อเกรอะได้เป็นอย่างดี พ่อคงคิดว่าผมควร จะรับรู้ถึงความเป็นไปของๆ สิ่งที่ออกมา
จากรูทวารของผม พ่อ จึงจัดการจับหัวผมกดลงไปในถุงที่บรรจุผ้าอ้อมอนามัยใส่อึของผม ได้ผล
สิครับผมร้องไห้จ้า ก็กลิ่นมันสุดที่จะทนจริงๆ สิ่งที่พ่อกลัวก็ไม่ใช่อะไรที่ไหน โดยปกติแล้วผม
จะร้องบอกทุกครั้งที่ผมอึเสร็จแล้ว ไม่ไม่ชอบให้ก้นผมแฉะ และถ้าผม ไม่ได้ดั่งใจผมก็จะร้องดัง
ขึ้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนมาเปลี่ยนให้นั่นแหละ นั่นหมายความว่าถ้าจังหวะสุดของผมไปตรงกับช่วง
เวลาลงรถ แล้วหาสถานที่ี่เปลี่ยน ผ้าอ้อม สำเร็จรูป ให้ผมไม่ได้หล่ะก็ พ่อกับแม่คงมีอะไรสนุกๆ
แน่ๆ เลย
กลิ่นเหม็นๆ โชยไปทั่วห้อง มีพ่อกับหนุ่มแสน
เหงาพี่โซ่ที่รับรู้ได้ก่อน
ผมร้องบอกพ่อแม่ว่าเสร็จแล้ว
ก็เป็นอันว่ารู้กันว่าเสร็จแล้วได้
เวลาทิ้งผ้าอ้อมสำเร็จรูปอันเก่า
แล้ว คนที่ดีใจที่สุดก็คือพ่อ
เพราะหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อม
แล้ว เราก็ยังมีเวลาเหลือให้รื่น
รมย์ชมวิวรอบข้างอีกนานโข
ในขณะที่ผมก็คงเป็นเด็กไทย
ไม่กี่คนหรืออาจเป็นคนแรกที่
ได้มีโอกาสได้อึบนรถเอเซ
(EC) พ่อยิ้มให้กับผมอย่าง
อารมณ์ดี ก่อนหันไปส่งยิ้ม
หวานให้แม่ คงสื่อความหมาย
ว่าลูกเรารู้จังหวะดีจังนะ คงไม่
ได้บอกแม่ว่าอึของผมรสชาติ
ิไม่เคยเปลี่ยนเลย
เราลงจากเจ้ามังกรตัวยาวที่เมืองหลวงของแดนกังหันลม แต่ไม่ได้แวะเที่ยวอะไร เพราะที่ๆ เรา
จะไปในวันแรกนี้เป็นดินแดนแห่งกังหันลมตัวจริง ก่อนอื่นเราต้องนั่งเจ้ามังกรตัวใหม่สีน้ำเงิน
เหลือง สภาพไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าใดนัก และกว่าจะได้ขึ้นหลังเจ้ามังกรสกปรกตัวนี้ พ่อก
็ต้องรอแม่กับพวกพี่ๆ ไปซื้อตัวอยู่นาน ได้ความว่าต้องไปต่อคิวยาวมาก ตู้ซื้อตั๋วก็ไม่รับธนบัตร
รับแต่เหรียญ คนก็ต้องไปหาเหรียญแลกกันให้วุ่นไปหมด กว่าจะได้ขึ้นและกว่าจะไปถึงว่ากัน
ตามจริงแล้วรถไฟของเนเธอร์แลนด์นั้นเทียบไม่ได้กับของเยอรมันเลย ไม่ว่าเรื่องไหนๆ แต่สิ่ง
ที่เยอรมันไม่มี แต่รถไฟที่นี่มีก็คือทิวทัศน์ของทุ่งทิวลิปหลากสีภายนอก พี่ริกถูกปลุกจากหลับ
ทันทีที่ทุกคนได้เห็นทุ่งทิวลิปแล้ว ทิวลิปผืนแล้วผืนเล่าผ่านสายตาพวกเราไปอย่างรวดเร็ว ผม
เองนอกจากไม่รู้เรื่องอะไรแล้วยังกวนแม่เล่นเป็นระยะ บางครั้งผมก็จะถูกเอานมใส่ปากบ้าง
หรือไม่ก็เป็นจุกนมสำหรับดูดเล่นบ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมก็หลับ พ่อเองดูจะไม่ได้สนใจอะไรกับ
สีสวยสดของทุ่งทิวลิปเท่าใดนัก พ่อคงคิดว่าในไม่ช้าก็คงจะได้สัมผัสของจริง จะรีบร้อนตื่นตา
ตื่นใจไปไย แม่อาจจะรำคาญหรืออยากจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เห็นก็เลย ปล่อยผมนอนหลับ
ภายใต้สายตาของพ่อ ในขณะที่แม่ก็ไปร่วมวงสนทนากับพี่น้องต่างมารดาแต่สนใจเรื่องเดียวกัน
แวะมาเยี่ยมเยียนพ่อบ้างบางครั้ง ผมจำไม่ได้แล้วว่าพ่อเผลอหลับไปกี่ที แต่จำได้แน่ว่าหลับ
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
8/05/2005 09:50:00 PM
1 comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
8/03/2005 04:49:00 AM
3
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
6/09/2005 09:21:00 PM
2
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
5/27/2005 12:15:00 AM
1 comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
5/26/2005 09:39:00 PM
0
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
5/18/2005 01:10:00 AM
6
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
4/27/2005 04:26:00 PM
4
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
4/19/2005 04:00:00 PM
3
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
4/05/2005 10:28:00 PM
1 comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
3/29/2005 03:43:00 PM
1 comments
หลังจากกลับถึงบ้าน ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ มีปานปรากฎขึ้นที่แก้มผม ซึ่งพ่อกับแม่ไม่ค่อยสบาย
ใจเรื่องนี้นัก กลัวมันใหญ่ขึ้น แล้วจะเป็นปมสำหรับผมตอนโต แต่การมีปานนี้ยายหมอเยอรมันดีใจนัก
หนา บอกว่าเป็นจุดบอกว่าเป็นผมน่ะ อีกเรื่องหนึ่งก็คือตัวผมค่อนข้างคล้ำ ซึ้งแรกๆ พ่อกับแม่ก็ไม่ค่อย
ชอบใจซักเท่าไหร่ ก็ธรรมดาคนไทย ที่อยากให้ลูกออกมาขาวอวบ เอาเป็นว่าช่วงแรกนอกจากจะผอม
แล้วยังไม่หล่ออีก แง แง
ชีวิตผมสองอาทิตย์แรกช่างสุขีสโมสรเสียเหลือเกิน กินๆ แล้วก็นอนพักผ่อนสบายใจ จนพ่อร้องเพลง
ฉันเป็นหนอนให้ฟังอยู่เป็นประจำ น้ำนมแม่ก็เริ่มมีมากขึ้นจากการกินน้ำร้อน อาหารอะไรที่กินแล้วเค้า
บอกว่ามีน้ำนม พ่อก็จะไปหาซื้อมาทำให้ ช่วงพักฟื้นแม่ก็ไม่ไปไหน อยู่กับผมตลอดเวลา พ่อก็รีบกลับ
บ้านไม่มีการโอ้เอ้ ภาพพจน์ของผมดีมากจริงๆ ดึกๆ ถึงจะตื่นขึ้นมาร้องหิวนม แต่พอกินเสร็จก็หลับต่อ
อย่างรวดเร็ว ช่วงนี้พ่อกับแม่ก็สลับกันตื่นขึ้นมาดูแลผม
การกินอาหารของผมก็เป็นไปตามขั้นตอน กินนมขวดสลับกับนมแม่บ้างขึ้นกับโอกาส ที่ยังน่าห่วงก็
คือน้ำหนักผมก็ยังไม่ขึ้นเท่าใดนัก ถึงแม้ตอนออกจากโรงพยาบาลจะขึ้นมาบ้างก็เถอะ แต่ชีวิตก็ต้องมี
สุขบ้างทุกข์บ้างคู่กันเป็นของธรรมดา
ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับผมก็คือการสะอึก ผมสะอึกบ่อยมากแทบจะทุกครั้งที่เปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูป
นอกจากนั้นเนื้อหนังตามตัวก็เริ่มลอก ที่สะดือก็มีเลือดออก ตาก็ยังอักเสบอยู่มีขี้ตาติดตาอยู่เป็น
ประจำ และที่สำคัญคือผมจะปวดท้องร้องไห้งอแงตอนดึกๆ เสมอ ทั้งนี้เพราะท้องผมมีลม พ่อแม่แก้
้ปัญหาด้วยการโทรไปหายายหมอว่าอาการที่เกิดขึ้นจะอันตรายมากไหม ก็ได้ความว่าเป็นธรรมดา
แต่ถ้ากังวลก็ให้มาหาสิ หลังจากที่ส่งเงินค่าประกันงวดแรกไปแล้ว พ่อก็ไม่รีรอ รีบพาไปหายายหมอ
ทันที เนื่องจากความกังวลเพราะผมตัวเล็ก พ่อคิดว่าผมไม่สมบูรณ์ แต่ผมก็พยายามยิ้มบอกพ่อเสมอ
ว่าผมสบายดีนะไม่เป็นไร ทุกครั้งที่พ่อคุยกับแม่ถึงเรื่องผม ผมก็จะยิ้มรับเสมอ
พ่อจับผมใส่ห่อ ผูกหมวก อยากรัดกุม ไปหายายหมอ หลังจากชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงแล้ว ต้องทำอีก
อย่างหนึ่งนอกเหนือจากโรงเรียนประถมทั่วไปในเมืองไทย นั่นคือวัดขนาดกระโหลกศีรษะด้วย วัดว่า
มันโตตามปกติหรือไม่ ไว้วันหลังผมจะเล่าให้ฟังว่าเค้าวัดไปทำไม ยายหมอถามพ่อว่า เอ้ามีอะไรกังวล
บอกมา พ่อก็บอกไปว่าผมหนังลอก หมอก็เอาครีมทาให้ แล้วหันไปดุแม่ว่า ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่า
ให้เตรียมครีมพวกนี้เอาไว้ พอเสร็จพ่อก็ชี้ไปที่สะดือว่ามีเลือดออก ยายหมอก็เช็ดแผลแล้วก็เอายาใส่
พ่อก็ชี้ไปที่ตา หมอก็บอกเดี๋ยวสั่งยาหยอดตาให้ แล้วพ่อก็ถามว่าปวดท้องหล่ะ หมอก็บอกเดี๋ยวให้ยา
เหน็บตูดกับชาไปชงกิน แล้วสะอึกหล่ะ หมอยิ้มแล้วบอกว่าก็ปล่อยให้สะอึกไปสิ มันแก้ไม่ได้นี่นา
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
3/22/2005 11:00:00 PM
4
comments
รถญี่ปุ่นคันโตที่ขับโดยย่าเยอรมันพาเราสามคนกลับสู่บ้านอันแสนสุขอีกครั้ง ก่อนจะได้กลับผมต้องแต่งตัว
อย่างรัดกุมมากๆ ก่อนจะถูกจับนอนลงในกระเป๋าแคบๆ ซึ่งในตอนนั้นก็ยังดูว่าใหญ่โตเกินไปสำหรับผม
กระเป๋าใบนี้พ่อกับแม่ได้ซื้อไว้ก่อนผมเกิดประมาณอาทิตย์กว่าๆ ถึงใบจะเล็กแต่ราคาก็สูงมากถึง 59 ยูโร ทั้งๆ ที่เป็นยี่ห้อธรรมดา ยี่ห้อนี้เป็นยี่ห้อยอดนิยมเพราะราคาถูกคุณภาพปานกลาง ซึ่งถ้าเป็นของที่ดีกว่านี้
หรือยี่ห้อที่คนมีเงินใช้กันก็จะราคาสูงขึ้นไปอีกเท่าตัว พูดถึงกระเป๋าใบนี้ พ่อและแม่ต้องใช้ความพยายาม
อย่างมากกว่าจะได้มันมา ไม่ว่าจะเข้าไปประมูล ebay หรือไปเดินหาตามร้านค้าทั่วไป กว่าจะได้ต้องใช้
เวลาหลายอาทิตย์ทีเดียว
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
3/15/2005 04:54:00 PM
7
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
2/09/2005 01:28:00 AM
2
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
1/25/2005 10:58:00 PM
2
comments
ไอ้ convex set, convex function, gradient, Hessian
เนี่ยมันอะไรเหรอ พ่อพูดกรอกหูให้ฟังอยู่ทุกวัน ไม่รู้จะ
อะไรกันนักหนา แค่พูดคำง่ายๆ ว่า พ่อ หรือ แม่ ผมยัง
ทำไม่ได้เลย พยายามอยู่ จริงๆ พูดคำว่า แม่ได้แล้วนะ
เวลาหิวนม ก็จะร้องเรียกคำว่าแม่ตลอด แต่ไม่มีใคร
พิสูจน์ได้ว่าผมพูดได้จริงๆ ก็มันเป็น nontrivial
solution นี่นา มาเล่าเรื่องของผมกันต่อ ก็คือหลังจาก
ที่ผมถูกบังคับให้ทำโน่นทำนี่ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำ ลองดูซิ
ว่าผลมันเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากพ่อกลับถึงบ้าน เช้า
วันต่อมาพ่อก็ต้องไปประชุมที่ภาควิชาฯ ก่อนแล้วค่อย
มาหาผมช่วงสายๆ วันนั้นพ่อซื้อ Mc มาให้แม่กินด้วย
คือกับข้าวโรงพยาบาลน่ะมันแย่ที่สุดในจักรวาลเลยนะ
นึกว่าอยู่โลกพระอังคารแล้วกัน ของกินมันถึงได้ขัดสน
ขนาดนั้น พ่อบอกแม่ว่าปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย สาเหตุ
ก็จากการ รั้งแม่เมื่อวาน แม่เองก็ปวดไปทั้งตัวเช่นกัน
วันนี้ผมมีปัญหาสองสามอย่าง ที่ชัดๆ ก็คือ ขี้ตา ทำให้ผมลืมตาไม่ขึ้น อันที่สองผมหิวไม่มีนม
ให้กิน สามแม่ยังไม่เข้าใจว่าผมเปียกแฉะผมก็ร้องเหมือนกัน เรื่องขี้ตาเนี่ย แม่ของสามีแม่
หรือเรียกง่ายๆ ว่าย่าของผม แนะนำว่าให้เอาน้ำนมแม่หยอดตา แค่นั้นก็จะหาย แน่นอนหล่ะ
พ่อแม่มือใหม่ใครจะไปเชื่อ เกิดหยอดสุ่มสี่สุ่มหกไป ผมตาบอดไปว่าไง บนความไม่เชื่อนั้น
คนรัสเซีย ที่มาอยู่ร่วมห้องสองสามวันถัดมาก็แนะนำวิธี เดียวกัน ซึ่งหลังจากกลับบ้านไป
แล้ว ผมไปหาหมอ หมอให้ยาหยอดตามาหยอดอยู่อาทิตย์หนึ่งก็ไม่หาย แค่ดีขึ้นๆ ลงๆ พ่อ
ลงทุนไปถามย่าเยอรมัน ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน หลังๆ ก็มีหลายคนแนะนำ วิธีดัง
กล่าว แม่ก็เลยถามคุณยายหมอเยอรมันว่าได้หรือเปล่า คำตอบคือน้ำนมแม่รักษาได้ทุกโรค
ดีกว่าเงิน สามสิบบาทเสียอีก เท่านั้นหล่ะ แม่ก็จัดการหยอดตาผมด้วยน้ำนมซึ่งตอนนั้นมีมาก
พอที่จะหยดแล้ว ได้ผล วันต่อมาผมลืมตาได้และไม่มีขี้ตาอีกเลย และหลังจากนั้นผมก็ไม่
ค่อยอยากจะหลับตาอีกเลย อิ อิ
ปัญหาที่สองเป็นเรื่องแปลกที่การดูดนมแม่นั้นไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ เหตุผลค่อนข้างซับซ้อน
อันแรกแม่จะมีน้ำนมก็ต่อเมื่อลูกดูดนมแม่ แต่ลูกจะดูดนมแม่ได้ก็ต่อเมื่อแม่มีน้ำนม ในวัน
แรกที่ออกมาดูโลกของผม แม่จะมีน้ำนมค่อนข้างน้อยและเป็นน้ำใสๆ ซึ่งหมอบอกว่าน้ำใสๆ
นี้มีประโยชน์มาก เริ่มแรกทีเดียวผมดูดนมได้ไม่อิ่ม ทำให้ผมหิว และการที่แม่ไม่มีน้ำนมให้
ผม ในขณะที่ผมหิวจัด นั่นก็ หมายความว่าผมต้องออกแรงดูมหาศาล ซึ่งแรงดูดมหาศาลนี้
พ่อได้ทดสอบผมโดยให้ผมดูดนิ้วก้อย ซึ่งนั่น ทำให้พ่อรู้สึกเจ็บเลยทีเดียว แล้วอย่างนี้ทำไม
แม่จะไม่เจ็บหัวนม ผมเลยกลายเป็นชายที่ทำให้แม่เจ็บที่สุด ไปแล้ว แม่หลายคนยอมแพ้
เลิกในลูกดูดนมในช่วงต้น แล้วหันไปให้นมจากขวดแทน หรือสลับไปสลับมา หมอไทยใน
หนังสือบอกว่าการทำอย่างนั้นจะทำให้เด็กน้อยอย่างผมสับสน และเลิกดูดนมแม่ซึ่งยากกว่า
ไปเลย ซึ่งสำหรับผมเองเนื่องจากในวันที่สองและสาม น้ำหนักตัวผมลดลองไปมาก แล้วก็
ยังร้องกวนมาก เวลาหิว ทำให้ผมต้องต้องป้อนด้วยนมขวดสำหรับเด็กแรกเกิดสลับกับการ
กินนมแม่ แต่ผมก็ยืนยันว่าชอบ ทำอะไรยากๆ โดยการชอบดูดนมแม่มากกว่า โดยที่ผม
พยายามทำหน้างงๆ เวลากินนมจากขวด เพื่อให้แม่ และพ่อรู้ว่าผมไม่ชอบ ปัญหามันไม่
หมดแค่นั้น เนื่องจากการสร้างน้ำนมแม่นั้นเป็นฟังก์ชันแบบ monotonic ขึ้นกับการดูดของ
ผม กล่าวคือถ้าผมดูดมาก น้ำนมแม่ก็จะถูกสร้างมากขึ้น (ทำให้นมแม่ใหญ่ขึ้นด้วย) ใน
ขณะเดียวกันถ้าผม ดูดน้อยน้ำนมแม่ก็จะถูกสร้างน้อยตามมา การแก้ปัญหานี้ก็ืคือต้อง
บังคับให้ผมดูดนมแม่ให้นานที่สุด เท่าที่จะทำได้ แต่ก็หละครับ เด็กทุกคนมีปัญหาเดียวกัน เวลาได้รับไออุ่นจะอกแม่และไม่หิวจัด บรรยากาศ อย่างนี้ก็ทำให้ง่วงนอนเป็นที่สุด ก็ไม่
เกินห้านาทีหรอกครับหลับกันหมด ทางแก้ก็สกิดขาบ้าง หูบ้าง เพื่อให้ดูดกันต่อ ที่นี้ช่วง
แรกเกิดผมนั้นหลับง่ายมาก พยาบาลเลยต้องอาศัยเครื่องปั๊มนมเวลาผมหลับ เพื่อให้เสมือน
หนึ่งว่ามีคนดูดนมแม่อยู่ ทำให้น้ำนมถูกสร้างเพิ่มมากขึ้น แต่จนแล้วจนรอดน้ำนมแม่ก็ยัง
ไม่พอให้ ผมดื่มกินอยู่ดี ย่าผมบอกว่าให้เอาผ้าชุบน้ำร้อนประคบนมก่อน เพื่อให้นมละลาย
ทั้งนี้เพราะนมแม่แข็งมาก นั่นหมายถึงมีน้ำนมอยู่เต็ม แต่มันไม่ไหล ในวันเดียวกันนั่นเอง
พยาบาลก็ใช้วิธีเดียวกับที่ย่าบอกคือเอา วัสดุอุ้มน้ำชุมน้ำร้อนมาปะคบนมแม่ โอมันก็ดีขึ้น
นะ นี่แหละตำราเดียวกันทั่วโลก แต่สิ่งหนึ่งที่พยาบาลลืม ก็คือตำราไทยบอกว่าแม่เด็ก
ต้องกินน้ำร้อนเท่านั้น แต่ที่โรงพยาบาลเราไม่ได้ทำอย่างนั้นกัน ต้องกลับมา บ้านอาทิตย์
ต่อมานั่นแหละถึงได้ทำ ซึ่งหลังจากทำเช่นนั้นบวกกับกินอาหารเพิ่มน้ำนมเช่น ถั่ว กับ ขิง
แล้ว ก็ทำให้แม่มีน้ำนมมากขึ้นตามลำดับ โย่ว
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
1/04/2005 05:28:00 PM
2
comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
12/21/2004 06:18:00 PM
1 comments
เขียนโดย
Beamer User
ณ. เวลา
12/03/2004 08:04:00 PM
2
comments